เด็กอินเดีย

มีคนตั้งคำถาม เกี่ยวกับสัดส่วน ของเด็กเกิดใหม่ ในอินเดียที่น่าจะผิดเพี้ยน

จนทำให้อัตราส่วน ของเด็กชายแรกเกิด มากกว่าเด็กแรกเกิดผู้หญิง แล้วสถานการณ์ปัจจุบัน มันดีขึ้นหรือไม่ คำตอบ คือ ดีขึ้น เพราะถ้าหากลองพิจารณา จากผลการศึกษาของศูนย์วิจัยพิว ในสหรัฐฯ ก็จะพบว่าส่วนใหญ่ ความเปลี่ยนแปลง เกิดขึ้นในชุมชนชาวซิกข์

สถาบันวิจัยแห่งหนึ่ง ได้ทำการศึกษาและสำรวจเก็บข้อมูล สุขภาพครอบครัวแห่งชาติ ของอินเดีย ครั้งล่าสุด ซึ่งผลการสำรวจได้บ่งชี้ว่า จากการศึกษาข้อมูล จากการสุขภาพครอบครัวแห่งชาติ ครั้งล่าสุดของอินเดีย ซึ่งผลการศึกษาระบุว่า อัตราส่วนของเพศ เมื่อแรกเกิดดีขึ้นมาก โดยในหมู่ของผู้นับถือ ศาสนาคริสต์, อิสสาม, และฮินดู แต่เป็นที่หน้าตกใจ ที่เปลี่ยนแปลงมากที่สุด

กลับมาจากผู้ที่นับถือศาสนาซิกข์ ซึ่งคนกลุ่มนี้ ก่อนหน้านี้เคยเป็นกลุ่มที่มีความไม่สมดุล ทางเพศมากที่สุด ถึงอย่างไรก็ตาม ด้านผู้เชี่ยวชาญก็ได้ให้คำแนะนำว่า โปรดใช้ความระมัดระวัง การตีความข้อมูลเหล่านี้ เพราะผลการศึกษาและสำรวจนี้ ครอบคลุมประชากรในครัวเรือน ของอินเดียเพียงแค่ 630,000 ครัวเรือน จาก 300 ล้านครัวเรือน

เด็กอินเดีย

ซาบู จอร์จ นักวิจัยและนักเคลื่อนไหวกล่าวว่า “จะเห็นภาพที่แท้จริงก็ต่อเมื่อมีการสำรวจสำมะโนประชากรที่มีการนับประชากรทั้งหมดเท่านั้น ซึ่งจะให้ข้อมูลที่แม่นยำมากกว่า”

การชื่นชอบลูกชายมากกว่าลูกสาว นำไปสู่อัตราส่วนทางเพศที่ผิดเพี้ยน และทำให้อินเดียมีจำนวนประชากรชายมากกว่าหญิง เรื่องนี้มีรากเหง้ามาจากความเชื่อทางวัฒนธรรมที่ยึดถือกันอย่างกว้างขวางว่า ลูกชายเป็นผู้สืบทอดนามสกุลของตระกูล คอยดูแลพ่อแม่ในวัยแก่ชรา

และปฏิบัติพิธีกรรมเมื่อพ่อแม่เสียชีวิต ส่วนลูกสาวนั้นมีแต่ทำให้พ่อแม่ ต้องเสียค่าสินสอดทองหมั้น และต้องทิ้งพวกเขาไปอยู่บ้าน ของฝ่ายชายหลังจากแต่งงาน อคติที่มีต่อลูกสาวเช่นนี้ ประกอบกับการสามารถตรวจสอบ เพศลูกก่อนคลอดได้อย่างง่ายดาย ตั้งแต่ยุคทศวรรษ 1970

ทำให้มีการทำลายตัวอ่อน ทารกเพศหญิงหลายสิบล้าน คนตั้งแต่อยู่ในครรภ์ แม้รัฐบาลจะห้ามการตรวจ เพื่อเลือกเพศของลูกตั้งแต่ปี 1994 แต่นักเคลื่อนไหวระบุว่า ก็ยังมีการทำกันอยู่อย่างแพร่หลาย อมาตยา เซน เจ้าของรางวัลโนเบลเรียกอินเดียว่า เป็น “ประเทศแห่งการสูญหายของสตรี”

และสหประชาชาติประเมินว่า ผลจากการเลือกเพศ ลูกอย่างมีอคติส่งผล ให้มีจำนวนทารกเพศหญิงแรกเกิดที่สูญหายไปเกือบ 400,000 คนในแต่ละปี ผู้เชี่ยวชาญระบุว่า ถ้าไม่มีการเลือกเพศลูกแล้วละก็ การเกิดของทารกเพศหญิงทุก ๆ 100 คน จะมีทารกเพศชายเกิด 105 คน แต่จำนวนทารกเพศหญิงในอินเดียมีสัดส่วนน้อยกว่านี้มานานหลายสิบปีแล้ว

จากการสำรวจสำมะโนประชากรในปี 2011 ของอินเดีย พบว่ามีเด็กชาย 111 คน ต่อเด็กหญิง 100 คน ตัวเลขนี้ดีขึ้นเล็กน้อยมาอยู่ที่ 109 ในการสำรวจสุขภาพครอบครัวแห่งชาติประจำปี 2015-2016 และปัจจุบันนี้อยู่ที่ 108 ศูนย์วิจัยพิวระบุว่า ข้อมูลใหม่นี้บ่งชี้ว่าการชื่นชอบเด็กชายมากกว่าหญิงเริ่มลดน้อยลง

และการเลือกเพศของลูกก่อนคลอดลดลงด้วย ศูนย์วิจัยพิวยังชี้ด้วยว่า การเปลี่ยนแปลงที่มากที่สุดเกิดขึ้นในกลุ่มชาวซิกข์ ซึ่งเป็นชุมชนที่มีอยู่ไม่ถึง 2% ของประชากรอินเดีย แต่ทารกเพศหญิงในอินเดียที่ “สูญหายไป” ราว 440,000 คน จากจำนวน 9 ล้านคน ระหว่างปี 2000-2019 หรือคิดเป็นสัดส่วนประมาณ 5% มาจากชุมชนชาวซิกข์

ชาวซิกข์เป็นกลุ่มที่มีฐานะร่ำรวยที่สุดในบรรดาศาสนาหลัก ๆ ของอินเดีย พวกเขาคือคนกลุ่มแรกในอินเดียที่ใช้การตรวจสอบเพื่อกำหนดเพศของลูกอย่างกว้างขวาง เพื่อที่จะทำแท้งตัวอ่อนหากพบว่า เป็นทารกเพศหญิง กลุ่มชาวซิกข์ เคยมีอัตราส่วนเพศสูงสุดที่ 130 ในช่วงต้นทศวรรษ 2000 ปัจจุบันลดลงมาอยู่ที่ 110

ซึ่งเข้าใกล้กับค่าเฉลี่ยทั่วประเทศซึ่งอยู่ที่ 108 มากขึ้น “เรื่องนี้เกิดขึ้นหลังจากที่รัฐบาลพยายามมานานหลายปีให้คนเลือกเพศลูกน้อยลง รวมถึงห้ามการตรวจหาเพศก่อนคลอด และการรณรงค์ขนานใหญ่ให้พ่อแม่ ‘เก็บลูกสาวไว้’ และในขณะเดียวกันก็มีการเปลี่ยนแปลงหลายอย่างในสังคมอย่าง การศึกษาและฐานะของผู้คนที่ดีขึ้น” ผลการศึกษาดังกล่าวระบุ

นายจอร์จ ยังชี้ด้วยว่า การรวบรวมข้อมูล NFHS-5 มีขึ้นในช่วงที่อินเดียกำลังจัดการ กับปัญหาการระบาดใหญ่ของโควิด

“โควิดทำให้คนเสียชีวิต 4 ล้านคน ระบบสาธารณสุขล้มเหลว และบริการด้านสุขภาพอีกหลายอย่างรวมถึงบริการทำคลอด ได้รับผลกระทบไปทั่วประเทศ” เขากล่าว และระบุเพิ่มเติมว่า การรวบรวมข้อมูลในช่วงเวลานั้น โดยเฉพาะในบางรัฐที่มีประชากรจำนวนมากและมีขนาดใหญ่ ไม่ค่อยถูกต้องแม่นยำ

เขาเห็นด้วยว่า มีการทำแท้งทารกเพศหญิงลดลงในรัฐปัญจาบและรัฐหรยาณา ซึ่งผู้นับถือศาสนาซิกข์ส่วนใหญ่อาศัยอยู่ ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา อามิต กุมาร นักวิจัยด้านเพศในปัญจาบ กล่าวว่า แม้ว่าจะลดจำนวนลง แต่เขาพบว่า แทบไม่มีการเปลี่ยนแปลงด้านทัศนคติในพื้นที่นี้

“ผมไม่พบความแตกต่างใด ๆ ในการพูดถึงเรื่องนี้ในปัจจุบันจากสิ่งที่ผมพบในหนังสือต่าง ๆ เมื่อ 100 ปีก่อน องค์ประกอบของโครงสร้างของสังคมที่ชายเป็นใหญ่ได้เปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลา อย่างที่คุณเห็นว่ายังคงมีการปฏิบัติเช่นเดิมอยู่ มีทัศนคติเหมือนเดิม แต่พวกเขาปรับตัว

และดูเหมือนว่าจะแตกต่างไปในพื้นที่ มันคือเหล้าเก่าในขวดใหม่” เขากล่าว นักศึกษาปริญญาเอกด้านการศึกษาความเป็นชาย ซึ่งเคยทำการสำรวจเมื่อ 2 ปีก่อนในพื้นที่ชนบทของรัฐปัญจาบ ระบุว่า เมื่อ 2 ปีก่อน เขาได้พบกับชาวบ้านวัย 28 ปี คนหนึ่ง ที่บอกว่าจะฆ่าลูกสาวของตัวเอง ถ้าภรรยาคลอดทารกหญิงออกมา

“ในรัฐปัญจาบ มองกันว่าเด็กหญิงเป็นภาระ เป็นความเสียเปรียบ และเป็นเรื่องที่ยอมรับกันอย่างปกติตามวัฒนธรรมที่ผู้คนพากันไปขอพรให้ได้ลูกชายที่คุรุทวารา (วัดซิกข์) และศาลต่างๆ” เขากล่าวว่า ถ้าคุณถามคำถามตรงๆ กับผู้คน พวกเขาจะปฏิเสธว่า ไม่ได้เลือกปฏิบัติระหว่างลูกชายและลูกสาว แต่ถ้าคุณตรวจสอบลึกลงไป

คุณจะพบว่ายังคงมีการชื่นชอบลูกชายมากกว่า คนส่วนใหญ่บอกว่า การมีลูกชายเป็นเรื่องจำเป็น เพราะลูกชายต้องปฏิบัติพิธีกรรมหลังจากที่พวกเขาเสียชีวิตไปแล้ว” ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา นายกุมาร กล่าวว่า มีการรณรงค์และโฆษณาที่เตือนคนไม่ให้เข้ารับการตรวจเพื่อกำหนดเพศของลูกอย่างผิดกฎหมาย และทำให้เกิดความหวาดกลัวขึ้น ในหมู่ประชาชน

ขอบคุณแหล่งที่มา : bbc.com

สามารถอัพเดตข่าวสารเรื่องราวต่างๆได้ที่ : kazama-dc.com